★ LYNIXS ★ View my profile

Original

[YL] "...ขอโทษ..."

posted on 13 Mar 2013 21:04 by lynixs in Original, YL directory Cartoon
 
แหม่
ไม่ได้มาอัพนาน
//เขิลเบย
 
กะจะขยันอัพแล้วก็ลงอีหรอบเดิม ก๊ากกกกกกกกกกก
 
รอบนี้มาเขียนถึงยมโลกล่ะ
 
ไม่ได้เขียนถึงคอมมูนี้นานมาก//น้ำตาไหล
 
เพราะงั้นเอนทรี่นี้ยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
 
ที่มาเขียนถึงเพราะเขียนบทก่อนตายเสร็จแล้ว ก๊าก
 
 
ความจริงมันเป็นเรื่องสั้นที่แต่งส่งครูแหละ
แต่ว่าใช้เนื้อเรื่องของทนัศไปเขียน เขียนแบบไม่คลุมเนื้อหาหมด ไม่งั้นเดี๋ยวยาวมาก
มันมียิบย่อยกว่านี้ แต่อันนี้ตัดมา
แถมเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่าง ฮา
 
 
http://i276.photobucket.com/albums/kk25/rosekira/E150E310E270E250E300E040E230_1_zps1810787b.png
 
อันนี้ทนัศเวอร์ชั่นก่อนตาย...
 
 
http://i276.photobucket.com/albums/kk25/rosekira/E150E310E270E250E300E040E230_2_zps9a3838aa.png
อันนี้ คุณรวินทร์ เคยเอามาลงรอบนึงล่ะ แต่อันนี้เวอร์วาดใหม่
 
 
เข้าตรงนี้เป็นเนื้อเรื่องค่ะ
 
เราไม่ค่อยสันทัดด้านเขียนเลย//ซับ//ได้แต่วาด
 
หวังว่าจะเข้าใจกันน้า
 
 
 

 

 

 

ผมถูก’คาดหวัง’

คาดหวังมากเกินไป

จนผมแบกรับมันไว้ไม่ได้

ทางเลือกสุดท้ายที่ผมมี คือ...

’ หนี ’

 

“อย่า!

เสียงตะโกนห้ามผมที่กำลังตัดสินใจจะกระโดดลงตึกของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เจ้าของเสียงมาดึงร่างของผมให้กลับมาอยู่ในพื้นดาดฟ้า เราทั้งคู่ล้มลงไป แรงกระแทกทำให้ผมจุกและรู้สึกร้าวไปแทบทั้งตัว ในขณะที่ผมยังมึนงงกับเหตุการณ์เมื่อครู่ ร่างของผมก็ถูกดึงขึ้นมาพร้อมกับถูกต่อยเข้าที่ใบหน้า

“จะกระโดดลงนี่แน่ใจแล้วหรือไง โง่ชะมัด” ชายตรงหน้าบ่นอย่างหัวเสีย เขาสะบัดมือที่ต่อยผม มันคงเจ็บไม่น้อย

“คุณ..ห้ามผมทำไม” ผมถามเขา มันเสี่ยงมาก ที่จะมาห้ามคนที่คิดจะฆ่าตัวตาย หากกะจังหวะไม่ดี เขาอาจจะหล่นลงไปด้วย เพราะตรงที่ผมกระโดนั้นไม่มีรั้วกั้นเลยแม้แต่น้อย

“ฉันไม่อยากให้นายตาย”เขาเงยหน้ามาสบตาผม นัยน์ตาเขาแน่วแน่ ไม่หลบสายตา แต่คนที่หลบตาเขากลับเป็นผมเสียเอง

“คุณมาห้ามผม ไม่คิดว่ามันเสี่ยงหรือไง” ผมจงใจเลี่ยงที่จะมองหน้าเขา ผมกลัวที่จะมองคนตรงหน้า

“ดีกว่าที่ฉันจะยืนดูคนตายไปตรงหน้าคนหนึ่งละกัน” เขายิ้มให้ผม มันเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนและจริงใจ...

จนผมรู้สึกละอาย

ละอายที่ตนเองไม่ได้มีรอยยิ้มที่จริงใจแบบนั้น


“คุณน่าจะปล่อยให้ผมตกลงไป คุณจะได้ไม่ต้องมาเจ็บตัวเพราะผม” ผมมองบาดแผลถลอกที่แขนของเขา ผมไม่ต้องการให้ใครมาเกี่ยวข้องกับการตายของผม ผมอยากให้มันจบที่ผมคนเดียว...

“นี่คือการแก้ปัญหาของนายรึไง” เขาขมวดคิ้ว ทำหน้าไม่พอใจใส่ผม

“ผมไม่อยากจะทนอะไรอีกต่อไปแล้ว ผมเหนื่อย ผมเบื่อกับการคาดหวังของคนอื่น”

สิ้นประโยค เขาก็ต่อยลงมาที่หน้าผมอีกที คราวนี้ใช้มืออีกข้างหนึ่งต่อยมา ผมเซล้มลงไปอีกรอบนึงเพราะแรงต่อยของเขา

“นี่ถ้าไม่ถือว่าฉันช่วยไม่ให้นายตาย ฉันอยากจะเตะนายเพิ่มอีกสักรอบ”

เขาทำท่าเหมือนจะเตะผม แต่ก็ชะงักไป...

“นายดูนี่ซะ” เขาปลดเชือกที่เสื้อออก ผมเพิ่งสังเกตว่าเขาอยู่ในชุดคนไข้ของโรงพยาบาล

“เฮ้ย จะทำอะไร! อนาจารเรอะ!”ผมโวยวาย นี่เห็นผมเศร้าอยากตายเลยจะมาโชว์ของให้ผมดูแก้เศร้ารึยังไงกัน ผมไม่ใช่คนประเภทชอบดูของแบบนั้นนะ

“นี่ รอยแผลนี่” เขาพูดขัดความคิดของผม พลางชี้ให้ดูรอยแผลยาวตรงหน้าอกผมมองหน้าเขาด้วยสีหน้างุนงง เขาต้องการจะสื่ออะไร

“หมายความว่างยังไง”

“ฉันเป็นโรคหัวใจ รักษาไม่หาย อาจจะอยู่ได้ไม่เกินปลายปีนี้” เขาจ้องหน้าผม พลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“นายยังอยู่ได้นานกว่าฉัน อาจจะสักสี่สิบปี ห้าสิบปี หรือมากกว่านั้น”

“แล้วนายคิดจะมาตายตรงนี้ ตายก่อนฉันได้ยังไง”

 

 

ผมยังจำได้ดีถึงประโยคที่เขาพูดในวันนั้น เข้าถามผมว่าทำไมถึงเลือกมาฆ่าตัวตายที่นี่ ผมบอกว่ามันเป็นอารมณ์ชั่ววูบ ผมเพิ่งทะเลาะกับพ่อมา เขาที่พักอยู่ห้องคนไข้ตึกนี้ พอเขารู้ว่าผมทำไปเพราะอยากจะประชด ผมก็โดนเขาเทศนาเสียยาวเหยียด พร้อมตบท้ายกับการที่ถามซ้ำว่าคิดจะตายอีกมั้ย ซึ่งถ้าผมคิดจะทำแบบนั้นอีก เขาจะตามมาเทศนาผมทุกที่ไม่ว่าจะรอดหรือตาย

 

“ตกลงจะคิดทำอีกมั้ย หรือจะให้ฉันเตะอีกสักรอบดี”

“ไม่ล่ะ ผมเบื่อจะฟังคุณบ่น คุณนี่บ่นยิ่งกว่าแม่ผมซะอีก”

“ดี งั้นนายชื่ออะไร”

“ทนัศ”

“ทนัศ ชื่อแปลกดีนะ แต่ฉันจะจำไว้ ถ้าฉันเห็นนายจะกระโดดอีก คราวหลังฉันจะดึงนายเข้ามากระทืบสั่งสอนให้เข็ดก่อนผลักตกลงไปแล้วไปเก็บศพแกมานั่งฟังอบรมจากฉัน”เขาพูดพลางหัวเราะ แล้วเราต่างฝ่ายก็ต่างแนะนำตัวกัน...

 

ชื่อของเขาคือ รวินทร์ ผมรู้ว่าเขาเป็นใครหลังจากถูกลากลงมาทำโทษที่ด้านล่างได้ไม่นาน เพราะพยาบาลมาตามตัวเขา ผมถึงได้รู้ว่ารวินทร์เป็นหลานของผู้อำนวยการโรงพยาบาล ผู้มีสิทธิ์ในการรับช่วงต่อของโรงพยาบาลนี้ (เพราะผอ.ไม่มีลูก) เขาแก่กว่าผมถึงสามปี ผมอายุ๑๙ เขาอายุ ๒๒ ตอนแรกที่เจอกันผมคิดว่าเขาเด็กกว่าด้วยซ้ำ…

ตอนแรกที่ผมรู้ถึงฐานะของรวินทร์ ผมแอบคิดว่าเขาช่วยผมไปเพราะห่วงชื่อเสียงของโรงพยาบาล การตายของผมอาจจะส่งผลต่อภาพลักษณ์

แต่มันไม่ใช่…

หลังจากผมกับรวินทร์รู้จักกันมาได้ไม่นาน ผมกำลังอารมณ์เสียมาจากทางบ้านและที่มหาลัย ผมอดทนและพยายามปล่อยวางที่ที่เขาแนะนำ(หรือเทศนาผม)ในวันนั้น แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะไม่ถูกคาดหวังจากคนที่บ้าน ผมเป็นลูกชายคนเดียว ย่อมถูกคาดหวังมากกว่าคนอื่นเท่าตัว ผมไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งที่ทางบ้านผมต้องการได้ ผมอึดอัด ผมไม่มีที่ระบายปัญหานี้ รวินทร์เคยบอกผมว่า ถ้าไม่สบายใจ ก็ให้มาหา เผื่อเขาจะช่วยได้

ผมจึงไปหาเขา...เพื่อหวังว่าเขาจะเป็นที่ปรึกษาให้ผมได้...

 

แล้วผมก็เขาก็ทะเลาะกัน...

 

ผมไม่พอใจกับการแนะนำของรวินทร์ ผมคิดว่าตัวเองถูก ผมปิดกั้นทุกอย่างที่เขาเสนอมา คิดว่าตัวเองกับเขาไม่เหมือนกัน เขามีพร้อม แต่ผมไม่มี คิดว่าเขาไม่ได้ลำบาก ไม่ต้องไขว่คว้าเขาก็ได้มา ผมเลยพลั้งปากไปว่าเรื่องที่ช่วยผมก็เพื่อหน้าตาของตนเอง เพื่อไม่ให้โรงพยาบาลที่เขาจะรับต่อมันเสื่อมเสียชื่อเสียง เขาไม่ได้อยากจะช่วยผมหรอก...

หลังจากผมพูดจบ ผมก็เพิ่งรู้สึกตัวได้ว่าผมพูดอะไรที่ไม่ดีออกไป ผมหันไปมองรวินทร์ที่นั่งอยู่บนเตียง เขานั่งนิ่งตะลึงในสิ่งทีผมพูด ผมรู้ว่าเขาไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นมาต่อยผมเหมือนตอนนั้น เพราะเขาเจาะสายน้ำเกลืออยู่ และอยู่ในสภาพอิดโรยจากการตรวจมาครึ่งค่อนวัน

...ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ...

“ทนัศ”

เขาเรียกชื่อของผม

“ที่ฉันช่วยนาย ฉันไม่ได้ทำไปเพื่อหวังอะไรทั้งนั้น”รวินทร์เริ่มบทสนทนาขึ้น ผมสังเกตได้ว่าเขาเสียงสั่นเล็กน้อย นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิด ผมไม่ได้ต้องการจะทำร้ายจิตใจเขา..

“ฉันไม่อยากปล่อยให้คนที่มีอนาคตอย่างนายต้องตาย เป็นฉันเสียอาจจะดีกว่า...”เขาหันมามองหน้าผม สายตาที่เขาจ้องมองยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่ ผมไม่ควรพูดแบบนั้นออกไป ทั้งๆที่ลึกๆผมก็รู้ว่าเขาไม่ได้คิดแบบนั้น

รวินทร์เล่าให้ผมฟังว่าเขาเองก็คิดที่จะตายมาหลายครั้ง แต่เขาก็ทำไม่ได้ เขาไม่อยากให้ใครเสียใจ แต่เขาไม่อยากเป็นภาระจากการเจ็บป่วยที่รักษาหายขาดไม่ได้ รวินทร์บอกกับผมเรื่องรับช่วงต่อโรงพยาบาล เขาปฏิเสธลุงของเขาไป คนที่รับช่วงต่อจริงๆคือน้องชายของเขา ทั้งที่เป็นลูกพี่ลูกน้องต่างสายเลือดกัน แต่เป็นคนสำคัญที่เป็นกำลังใจทำให้เขายังมีชีวิตอยู่ต่อ หากไม่มีน้องชาย เขาก็ไม่มีห่วงอะไรแล้ว

รวินทร์ยิ้มตอนเล่าถึงน้องชาย รวินทร์เล่าเรื่องเกี่ยวกับเขามากมายให้ผมฟัง ทั้งสุขและทุกข์ บางเรื่องที่เล่าอาจจะแย่กว่าที่ผมเจอมาเสียอีก เขายังบอกผมอีกว่า โชคดีที่พ่อแม่ผมยังมีชีวิตอยู่ พ่อแม่ของรวินทร์เสียไปตั้งแต่เขายังเล็ก การต้องอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดโดยไม่มีซึ่งกำลังใจจากรอบข้างบางทีมันก็ทำให้เขารู้สึกเศร้าและท้อแท้ แต่เขาจะไม่ยอมล้ม เขาจะต้องอยู่เพื่อคนที่รักเขา เขาจึงทนกับความเจ็บปวดทรมานจากโรคนี้มาตลอดหลายปี

ผมได้รับอะไรหลายอย่างจากพี่รวินทร์มากมาย ทัศนคติที่ผมมีต่อเขาเปลี่ยนไป เราทั้งคู่สนิทกันมากขึ้น ผมเห็นเขาเป็นพี่ชาย และเขาก็มองผมเป็นน้องชายเช่นเดียวกัน หลังเลิกเรียนหากมีเวลาผมก็จะพยายามมาเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล พร้อมกับของฝากเล็กๆน้อยๆตามที่เจ้าตัวขอ บางครั้งเมื่อมาเขาก็จะชี้ให้ผมเห็นถึงของฝากจากน้องชายของเขา พี่รวินทร์มักยิ้มแย้มออกหน้าตาออกตาเมื่อน้องชายมาเยี่ยม จนผมหมั่นไส้ต้องแซวหรือแกล้งทำเป็นขโมยกลับบ้าง แต่เขาก็ไม่ถือสาอะไร กลับเห็นเป็นเรื่องตลกเสียด้วยซ้ำ

หลังจากเหตุการณ์ที่ผมทะเลาะกับพี่รวินทร์ในวันนั้น เราทั้งคู่ก็แทบไม่ได้ทะเลาะกันอีกเลย ยกเว้นจะมีที่เขาตักเตือนผมบ้างเล็กน้อยเวลาโดดเรียนไปเที่ยว หรือโดดมารับเขาเวลาเขาออกจากโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่เขาก็คอบสนับสนุน ตักเตือนผม เป็นพี่ชายที่ดีคนหนึ่ง เขาทำให้มุมมองต่อโลกของผมดีขึ้นมาก ผมคุยกับที่บ้านเปิดใจรับฟังกันและกัน และทุกอย่างมันก็จบลง สิ่งที่ผมเป็นมาก่อนหน้าทุกอย่างมันเป็นเพราะตัวเราคิดไปเอง ผมคิดว่าผมถูกคาดหวังมากมาย โดยที่ไม่ได้ถามถึงพ่อกับแม่เลยว่าเขาคิดอย่างไร ตอนนี้ผมมีกำลังใจ และไม่เคยคิดถึงเรื่องที่จะฆ่าตัวตายอีกเลย

ตลอด ๓ ปี ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพี่รวินทร์ยังคำดำเนินต่อไป ผมนับถือเขามากขึ้น หากเขาไม่ได้เข้าตรวจหรือต้องนอนโรงพยาบาล เขาก็จะพาผมไปเที่ยวพร้อมๆกับเพื่อนของเขาบ้าง เพื่อนของผมบ้างหากผมไม่ติดเรียน

พี่รวินทร์ยังคงยิ้มแย้มเหมือนเคย จนผมไม่รู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย...

 

 

จนกระทั่ง...

 

 

“ทำไมเดือนนี้พี่เข้าโรงพยาบาลบ่อยจัง แถมคราวนี้ตั้งเป็นอาทิตย์” ผมถามขณะเอาขนมที่ซื้อมาฝากจัดใส่จานให้พี่รวินทร์ทาน  เขายิ้มๆดูผิดไปจากปกติ แต่ผมก็ไม่ได้เอะใจเพราะคิดว่าเขาคงเหนื่อยจากการถูกเข็นไปมาเพื่อตรวจร่างกาย

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ออกแล้ว คงยังไม่ต้องมาอีกพักหนึ่งล่ะ” พี่รวินทร์จัดแจงตัวเองลุกออกจากเตียงมานั่งที่โต๊ะทานอาหาร ดูท่าทางอาจจะเหนื่อยจริงๆ...

“นี่ไหวรึเปล่าน่ะ พรุ่งนี้พี่กลับไหวมั้ย มีคนมารับหรือเปล่า” ผมถามเขาหลัวจากสังเกตเห็นได้ว่าดูเพลียมากกว่าปกติ

“ทนัศ”

“ครับ”

“นี่เห็นฉันสำออยปวกเปียกขนาดนั้นรึไง ฉันกลับเองได้น่า!”

พี่รวินทร์ลุกขึ้นมาแกล้งรัดคอผม หยอกเหมือนปกติ ผมแกล้งเค้ากลับเหมือนทุกครั้ง พลางนัดแนะว่าพรุ่งนี้ไม่มีเรียน จะมาช่วยเก็บของกลับ ซึ่งเขาก็ตกลงไม่ได้ห้าม แถมพูดหยอกว่ามีคนมาช่วยเก็บก็ดี เขาจะได้อู้งานไม่ต้องทำอะไรได้ บทสนทนาของผมกับพี่รวินทร์ดำเนินไปอย่างปกติ จนผมขอตัวกลับ…

 

“มีอะไรให้ผมช่วยขนอีกไหม”ผมจัดแจงเอากล่องขนมจำนวนมากที่ได้จากการเยี่ยมไข้ของคนในโรงพยาบาลรวมทั้งที่เจ้าตัวแอบซื้อมาเพิ่มลงถุง

“ไม่มีแล้ว หมดแล้วแหละมั้ง ถ้ามีหลงที่นี่ก็คงเก็บไว้ให้เองแหละ”รวินทร์ตรวจดูสิ่งของในห้อง ก่อนเรียกให้ผมเดินตามไป รวินทร์ปฏิเสธรถเข็นจากบุรุษพยาบาลที่เดินสวนมา เขาเดินไปทักทายแพทย์และพยาบาลที่ดูและไข้ของเขาทั้งหมดก่อนลากลับ

ขณะที่เราทั้งคู่กำลังเดินออกมายังด้านหน้าโรพยาบาลที่ผมจอดรถไว้ บรรยากาศดูเงียบผิดปกติ แต่ผมก็ไม่ได้เริ่มประเด็นอะไรขึ้นมานอกเสียจากเดินนำไปอย่างเงียบๆเท่านั้น

“ปีนี้นายจะเรียนจบแล้วนี่” จู่ๆพี่รวินทร์ก็เอ่ยขึ้น

“อ่อ ครับ จะจบปลายเดือนหน้านี่แล้วล่ะ คุณก็อย่าลืมมางานรับปริญญาผมล่ะ” ผมชวนเขาล่วงหน้า อีกไม่นานผมก็จะจบวิศวะจากมหาลัย แล้วก็จะเริ่มทำงาน ช่วงนี้ผมจึงยุ่งไม่ค่อยได้ไปไหนนัก แต่ก็พอจะเจียดเวลามาหารวินทร์ได้บ้าง

“ได้สิ ใกล้ถึงแล้วนัดด้วยนะ ฉันจะได้เตรียมตัวเสริมหล่อไปข่มนายถูก” เขาพูดพลางหัวเราะ การสนทนาเริ่มต่อไปอย่างไม่ติดขัด ผมรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่จู่ๆเขาก็ถามเรื่องเรียนกับผม ซึ่งปกติเราจะไม่ค่อยคุยเรื่องนี้นัก

ผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ

เหมือนมีอะไรบางอย่างที่มันไม่ปกติ...

 

“!!”

จู่ๆก็มีชายแปลกหน้าวิ่งมาชนพี่รวินทร์จนเขาเสียการทรงตัวล้มลงไปกลางถนน ผมหันไปจะช่วยเขาแต่ก็สังเกตเห็นได้ว่ากระเป๋าสะพายของพี่รวินทร์หายไป ผมหันไปมองคนที่วิ่งมาชนนั่น

กระเป๋าของพี่รวินทร์!

“เฮ้ย วิ่งราว!” ผมตะโกนสุดเสียงเพื่อเรียกให้เจ้าหน้าที่แถวนั้นมาช่วย ตัวผมเองก็วิ่งตามเจ้านั่นไป กล้ามากที่มาขโมยในโรงพยาบาลแบบนี้ โชคดีที่ผมคุ้นเคยกับบริเวณแถวนี้ และช่วงขายาวกว่าคนที่มาขโมยผมเลยวิ่งตามได้เร็วกว่าที่คาดนัก

อีกนิดเดียว...

อีกก้าวเดียวผมก็จะตามโจรวิ่งราวทันแล้ว

 

“ทนัศ หยุด!!”

เสียงตะโกนลั่นของพี่รวินทร์ทำให้ผมชะงัก ก่อนหันกลับไปมองคนที่วิ่งตามผมมา ผมเห็นรถที่ขับวนในโรงพยาบาลกำลังวิ่งมา เสียงแตรกับเบรกดังลั่น ผมหลับตาแน่นยืนนิ่งอยู่กับที่จนกระทั่งรอบด้านเงียบสนิท ผมค่อยๆลืมตาขึ้นมองรอบตัว และสังเกตเห็นว่ารถไม่ได้ชนผมหรือคนอื่น และไม่ได้ชนกับรถคันอื่นที่จอดอยู่ เขาเบรกได้ทันพอดี ห่างจากผมไปไม่ถึงเมตร คนขับเปิดกระจกมาโวยวายว่ามันอันตราย ผมรีบยกมือไหว้ขอโทษ

“หนีไปได้แล้วเรอะ ให้ตายสิ โรงพยาบาลนี้ดูแลยังไง”

ผมบ่นอย่างหัวเสียเมื่อเห็นว่าโจรวิ่งราวหนีไปได้ แต่ก็นึกได้ว่าถ้าผมไม่หยุดก็คงจะโดนรถชนไปเสียแล้ว เมื่อนึกได้ผมเลยจะรีบวิ่งไปหาพี่รวินทร์

 

ก่อนวิ่งไปหาคนที่เรียกให้ผมหยุดเมื่อครู่...

“พี่....รวินทร์!!!”

ผมแทบจะหยุดหายใจ เมื่อร่างของพี่ชายที่ผมนับถือล้มลงไปอยู่กับพื้น สีหน้าเขาดูไม่ดีนัก ริมฝีปากซีดเผือกจนน่ากลัว ผมรีบวิ่งเขาไปพยุงเขา ร่างของพี่รวินทร์ขดงอ มือของเขากุมที่หน้าอกแน่น เสียงหอบหายใจแสดงถึงอาการทรมาน เขากำลังแย่ ผมไม่เคยเห็นอาหารเขากำเริบหนักขนาดนี้มาก่อน อีกฝ่ายยังพอมีสติอยู่บ้าง พี่รวินทร์พยายามกุมมือผม แรงที่บีบมามันช่างแผ่วเบา ผมเห็นว่าพี่รวินทร์พยายามจะพูดอะไรบางอย่าง เขาคงเจ็บปวดมากจนไม่สามารถพูดออกมาได้

“พี่ไม่ต้องฝืนพูดนะ อดทนไว้ก่อน เดี๋ยวผมจะพากลับไปที่โรงพยาบาล นิดเดียวนะ พี่ทนก่อน” ผมอุ้มร่างของอีกฝ่ายขึ้น น้ำหนักตัวเขาเบากว่าที่ผมคิดนักทั้งๆที่ตัวเท่ากัน ผมรีบวิ่งย้อนกลับไปยังโรงพยาบาล บุรุษพยาบาลที่ประจำบริเวณทางเข้าเห็นผมอุ้มร่างของหลานชายเจ้าของโรงพยาบาลมาต่างตกใจและรีบจัดเตรียมเตียงและเรียกพยาบาลมารับร่างของพี่รวินทร์ไปเข้าห้องฉุกเฉิน

ผมค่อยๆวางเขาลงบนเตียงก่อนสั่งให้รีบพยาบาลรีบพาเขาไปรักษา มือของพี่รวินทร์ยังไม่ปล่อยจากมือของผม เขายังคงบีบมันแน่น...

“พี่อยู่ในโรงพยาบาลแล้ว อดทนนะ เดี๋ยวผมจะรอพี่อยู่ข้างนอก”ผมยิ้มให้พลางแกะมือเขา แต่อีกฝ่ายกลับบีบมันแรงขึ้น พี่รวินทร์พยายามจะพูดอะไรบางอย่างจนพยาบาลทักให้ผมก้มลงไปฟังเขา

“มะ มีอะไรครับ”

“...ฉัน”

“พี่รวินทร์”

“ฉัน..ดีใจจริงๆ...ที่...นายไม่..ตาย”เขาพยายามพูด เสียงที่ออกมามันช่างเบาจนผมรู้สึกกลัว เขายิ้มให้ผมทั้งๆที่ยังคงทรมานจากการเจ็บปวดจากอาการกำเริบก่อนจะปล่อยมือผมไป

 

 

ผมยืนมองร่างของเขาถูกพาเข้าห้องฉุกเฉินไป

 

 

ทุกสิ่งทุกอย่างดูยาวนาน นับตั้งแต่ไฟห้องฉุกเฉินสว่างขึ้น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือลุงของพี่รวินทร์รีบมาดูอาการของของหลานชายตนเอง ผมเล่าเหตุการณ์ให้ฟังและพยายามขอโทษเขา เขาไม่ได้ต่อว่าผมใดๆทั้งสิ้น ญาติๆของทางพี่รวินทร์ทยอยๆกันมาทีละคน หนึ่งในนั้นมีคนที่ผมคาดว่าจะเป็นน้องชายที่เขากล่าวถึง ลุงเขาเข้าไปอธิบายเหตุการณ์ให้แก่น้องชายของพี่รวินทร์ฟัง ผมแอบสังเกตเห็นเขาชำเลืองมองมาทางผมเล็กน้อย สีหน้าที่ทองมาดูไม่พอใจ ผมหลบตาไม่กล้าสู้หน้าเขา

 

ผมรู้สึกผิด ที่ทำให้เรื่องมันเป็นแบบนี้...

ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก นายแพทย์ที่เข้ารักษาอาการของพี่รวินทร์เดินออกมา ทุกคนในที่นั่นรวมถึงผมต่างรอฟังผล ใบหน้าของแพทย์ที่ออกมาเต็มไปด้วยเหงื่อ เขานิ่งเงียบไปนานจนผมรู้สึกไม่ดี...

“หมอ...”

 

“หมอ..ขอเสียใจด้วยครับ”

“พวกเราพยายาอย่างเต็มกำลังสุดความสามารถแล้ว แต่อาการของคุณรวินทร์ทรุดหนักมานานมากแล้ว เมื่ออาการที่กำเริบขึ้นมา ซ้ำยังรุนแรงกว่าที่ผมคาด พวกผมไม่สามารถยื้อไว้ได้นานกว่านี้...ผมเสียใจด้วยครับ” นายแพทย์โค้งทำความเคารพให้แก่ผู้อำนวยการ ทุกคนในที่นั้นต่างนิ่งตะลึง...รวมทั้งผม

ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ผมยืนเงียบ น้ำตามันค่อยๆไหลออกมาโดยที่ผมไม่รู้ตัว ผมไม่อาจบรรยายความรู้สึกเศร้าเสียใจนี้ออกมาได้ มันมากมายมหาศาลกว่าที่ผมเคยคาดไว้ ชายคนที่ผมคาดว่าจะเป็นน้องของพี่รวินทร์เข้ามาต่อยผมทีหนึ่งก่อนกล่าวว่าผม

“เป็นเพราะนายใช่มั้ย พี่รวินทร์ถึงได้ตาย”

“...”

“ไม่คิดจะพูดอะไรบ้างเลยรึไง!”

“ผมขอโทษ...”

“ขอโทษแล้วพี่เขาจะฟื้นขึ้นมาได้รึไง เป็นเพราะนาย!”

 ผมไม่มีแรงที่แม้แต่จะโต้เถียงหรืออธิบายเหตุผลอะไรได้แม้แต่น้อย ได้แต่ยืนนิ่งเหมือนหุ่นอยู่ตรงนั้น จนอีกฝ่ายโมโหที่ผมไม่ต่อต้านอะไรเลยแล้วผละจากไป บรรยากาศรอบข้างผมมีแต่ความเศร้าโศก เสียงร้องไห้ดังไปทั่วบริเวณ

เหมือนเกิดช่องว่างขึ้นในใจของผม

ผม...ทำให้เขาตาย

ถ้าเขาไม่วิ่งตามผมมา  เพื่อจะตามมาบอกให้ผมระวังรถที่วิ่งมากำลังจะชน

เขาปกป้องผม

เขาก็เลยต้องตาย

นี่เป็นเพราะผม...

ผมขอโทษ พี่รวินทร์...


๑ อาทิตย์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว งานศพถูกจัดขึ้นตามพิธีการทางศาสนาแบบพุทธ ผมเองก็ไปร่วมงานด้วย ในงานนั้นผมไม่ได้พูดอะไรกับใครเลย แม้แต่เพื่อนของพี่รวินทร์ที่ผมรู้จัก...

ความเศร้าเสียใจมันไม่ลดน้อยลงไปสักนิด

มีแต่จะเพิ่มขึ้นก็เท่านั้น...

ความคิดที่จะฆ่าตัวตายเริ่มกลับมาอีกครั้ง ผมกลายเป็นคนที่เศร้าซึมผิดไปจากหลายปีก่อน แม้คนรอบข้างจะพยายามให้กำลังใจผม  ปลอบว่ามันเป็นอุบัติเหตุ หรือคุณลุงของพี่รวินทร์จะไม่กล่าวโทษผมเลยกับเรื่องนี้ แต่มันก็ไม่ช่วยให้ผมหายจากความเศร้าเสียใจนี้ได้

ผมพยายามที่จะหาทางฆ่าตัวตายอยู่บ่อยครั้ง ผมอยากจะตามพี่รวินทร์ไป เพื่อไปขอโทษ ขอโทษที่ผมทำให้เขาตาย ผมไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบนั้น...

ผมขอโทษ...

 

 

ผมนั่งอยู่ในหอพักที่ผมอาศัยอยู่มาตลอดระยะเวลา ๔ ปีที่เรียนมหาวิทยาลัย ผมไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น นอกจากเหม่อลอย ในมือถือคัตเตอร์ที่กางใบมีดไว้ทั้งหมด

ผมยกมันขึ้นแนบกับลำคอ...

ใบมีดคัดเตอร์จ่ออยู่ที่ลำคอของผม ออกแรงเพียงนิดเดียวผมก็จะได้ตามพี่รวินทร์ไป ผมไม่ต้องการอะไรนอกจากจะไปขอโทษเท่านั้น...ผมไม่อยากอยู่อีกแล้ว การอยู่อย่างโดดเดี่ยวมันทรมานขนาดไหนผมเพิ่งจะรู้ความรู้สึกของพี่รวินทร์ ผมไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปถ้าจะต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดที่เป็นชนักติดหลังผมไว้...

ผมหลับตาลง นึกถึงคำพูดที่ผมจะไปพูดกับเขา ผมจะขอโทษเขายังไง...

ผมเริ่มกดน้ำหนักมือ มันเจ็บ ผมรู้สึกได้เลยว่ามีเลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผล แต่ก็ยังไม่ละมือออก มือกำคัตเตอร์แน่นขึ้น ฝืนใจกดลงไปอีกนิดเดียว...

 

“ดูนี่ซะ”

จู่ๆผมก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงของพี่รวินทร์ดังก้องมาจากที่ไหนสักแห่ง ภาพเหตุการณ์ที่ผมเจอกับเขาครั้งแรกปรากฏขึ้น..

“ฉันเป็นโรคหัวใจ รักษาไม่หาย อาจจะอยู่ได้ไม่เกินปลายปีนี้” เขาจ้องหน้าผม พลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“นายยังอยู่ได้นานกว่าฉัน อาจจะสักสี่สิบปี ห้าสิบปี หรือมากกว่านั้น”

 

 

“แล้วนายคิดจะมาตายตรงนี้ ตายก่อนฉันได้ยังไง” 

 

 


//มองความยาวนั่น แฮ่กๆ

ยาวมากกกกก
เราไม่ได้จัดหน้ามากเท่าไหร่ มันไม่เหมือนในเวิร์ดง่ะ จัดลำบาก ๕๕๕
นี่ก็คือสรุปเบื้องหลังการตายของทนัศค่ะ
 
แต่ความจริงไม่ได้ตายแบบนี้นะ :D
แต่วิธีการแบบเดียวกัน ฮา
ถ้าคนเล่นยมโลกจะเดาได้ว่าตายแน่ๆ
แต่ถ้าส่งครูเราเขียนให้คนไปเดาเองว่ามันตายรึไม่ตาย ก๊ากกกกก
 
ความจริงต้องมีตัวละครเสริมมามากกว่านี้ แต่เราตัดไปเพราะขี้เกียจคิด ขี้เกียจเขียน แง่ง
 
 
ไว้ว่างๆเราจะมาวาดรูปยมโลกเพิ่มนะ ฮือ
 
 
 
 
ป.ล. ได้ข่าวปีนี้ต้องเอนท์แล้วนะ//น้ำตาไหล
 
 
 

Instagram

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...