★ LYNIXS ★ View my profile

YL

[YL] "...ขอโทษ..."

posted on 13 Mar 2013 21:04 by lynixs in Original, YL directory Cartoon
 
แหม่
ไม่ได้มาอัพนาน
//เขิลเบย
 
กะจะขยันอัพแล้วก็ลงอีหรอบเดิม ก๊ากกกกกกกกกกก
 
รอบนี้มาเขียนถึงยมโลกล่ะ
 
ไม่ได้เขียนถึงคอมมูนี้นานมาก//น้ำตาไหล
 
เพราะงั้นเอนทรี่นี้ยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
 
ที่มาเขียนถึงเพราะเขียนบทก่อนตายเสร็จแล้ว ก๊าก
 
 
ความจริงมันเป็นเรื่องสั้นที่แต่งส่งครูแหละ
แต่ว่าใช้เนื้อเรื่องของทนัศไปเขียน เขียนแบบไม่คลุมเนื้อหาหมด ไม่งั้นเดี๋ยวยาวมาก
มันมียิบย่อยกว่านี้ แต่อันนี้ตัดมา
แถมเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่าง ฮา
 
 
http://i276.photobucket.com/albums/kk25/rosekira/E150E310E270E250E300E040E230_1_zps1810787b.png
 
อันนี้ทนัศเวอร์ชั่นก่อนตาย...
 
 
http://i276.photobucket.com/albums/kk25/rosekira/E150E310E270E250E300E040E230_2_zps9a3838aa.png
อันนี้ คุณรวินทร์ เคยเอามาลงรอบนึงล่ะ แต่อันนี้เวอร์วาดใหม่
 
 
เข้าตรงนี้เป็นเนื้อเรื่องค่ะ
 
เราไม่ค่อยสันทัดด้านเขียนเลย//ซับ//ได้แต่วาด
 
หวังว่าจะเข้าใจกันน้า
 
 
 

 

 

 

ผมถูก’คาดหวัง’

คาดหวังมากเกินไป

จนผมแบกรับมันไว้ไม่ได้

ทางเลือกสุดท้ายที่ผมมี คือ...

’ หนี ’

 

“อย่า!

เสียงตะโกนห้ามผมที่กำลังตัดสินใจจะกระโดดลงตึกของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เจ้าของเสียงมาดึงร่างของผมให้กลับมาอยู่ในพื้นดาดฟ้า เราทั้งคู่ล้มลงไป แรงกระแทกทำให้ผมจุกและรู้สึกร้าวไปแทบทั้งตัว ในขณะที่ผมยังมึนงงกับเหตุการณ์เมื่อครู่ ร่างของผมก็ถูกดึงขึ้นมาพร้อมกับถูกต่อยเข้าที่ใบหน้า

“จะกระโดดลงนี่แน่ใจแล้วหรือไง โง่ชะมัด” ชายตรงหน้าบ่นอย่างหัวเสีย เขาสะบัดมือที่ต่อยผม มันคงเจ็บไม่น้อย

“คุณ..ห้ามผมทำไม” ผมถามเขา มันเสี่ยงมาก ที่จะมาห้ามคนที่คิดจะฆ่าตัวตาย หากกะจังหวะไม่ดี เขาอาจจะหล่นลงไปด้วย เพราะตรงที่ผมกระโดนั้นไม่มีรั้วกั้นเลยแม้แต่น้อย

“ฉันไม่อยากให้นายตาย”เขาเงยหน้ามาสบตาผม นัยน์ตาเขาแน่วแน่ ไม่หลบสายตา แต่คนที่หลบตาเขากลับเป็นผมเสียเอง

“คุณมาห้ามผม ไม่คิดว่ามันเสี่ยงหรือไง” ผมจงใจเลี่ยงที่จะมองหน้าเขา ผมกลัวที่จะมองคนตรงหน้า

“ดีกว่าที่ฉันจะยืนดูคนตายไปตรงหน้าคนหนึ่งละกัน” เขายิ้มให้ผม มันเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนและจริงใจ...

จนผมรู้สึกละอาย

ละอายที่ตนเองไม่ได้มีรอยยิ้มที่จริงใจแบบนั้น


“คุณน่าจะปล่อยให้ผมตกลงไป คุณจะได้ไม่ต้องมาเจ็บตัวเพราะผม” ผมมองบาดแผลถลอกที่แขนของเขา ผมไม่ต้องการให้ใครมาเกี่ยวข้องกับการตายของผม ผมอยากให้มันจบที่ผมคนเดียว...

“นี่คือการแก้ปัญหาของนายรึไง” เขาขมวดคิ้ว ทำหน้าไม่พอใจใส่ผม

“ผมไม่อยากจะทนอะไรอีกต่อไปแล้ว ผมเหนื่อย ผมเบื่อกับการคาดหวังของคนอื่น”

สิ้นประโยค เขาก็ต่อยลงมาที่หน้าผมอีกที คราวนี้ใช้มืออีกข้างหนึ่งต่อยมา ผมเซล้มลงไปอีกรอบนึงเพราะแรงต่อยของเขา

“นี่ถ้าไม่ถือว่าฉันช่วยไม่ให้นายตาย ฉันอยากจะเตะนายเพิ่มอีกสักรอบ”

เขาทำท่าเหมือนจะเตะผม แต่ก็ชะงักไป...

“นายดูนี่ซะ” เขาปลดเชือกที่เสื้อออก ผมเพิ่งสังเกตว่าเขาอยู่ในชุดคนไข้ของโรงพยาบาล

“เฮ้ย จะทำอะไร! อนาจารเรอะ!”ผมโวยวาย นี่เห็นผมเศร้าอยากตายเลยจะมาโชว์ของให้ผมดูแก้เศร้ารึยังไงกัน ผมไม่ใช่คนประเภทชอบดูของแบบนั้นนะ

“นี่ รอยแผลนี่” เขาพูดขัดความคิดของผม พลางชี้ให้ดูรอยแผลยาวตรงหน้าอกผมมองหน้าเขาด้วยสีหน้างุนงง เขาต้องการจะสื่ออะไร

“หมายความว่างยังไง”

“ฉันเป็นโรคหัวใจ รักษาไม่หาย อาจจะอยู่ได้ไม่เกินปลายปีนี้” เขาจ้องหน้าผม พลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“นายยังอยู่ได้นานกว่าฉัน อาจจะสักสี่สิบปี ห้าสิบปี หรือมากกว่านั้น”

“แล้วนายคิดจะมาตายตรงนี้ ตายก่อนฉันได้ยังไง”

 

 

ผมยังจำได้ดีถึงประโยคที่เขาพูดในวันนั้น เข้าถามผมว่าทำไมถึงเลือกมาฆ่าตัวตายที่นี่ ผมบอกว่ามันเป็นอารมณ์ชั่ววูบ ผมเพิ่งทะเลาะกับพ่อมา เขาที่พักอยู่ห้องคนไข้ตึกนี้ พอเขารู้ว่าผมทำไปเพราะอยากจะประชด ผมก็โดนเขาเทศนาเสียยาวเหยียด พร้อมตบท้ายกับการที่ถามซ้ำว่าคิดจะตายอีกมั้ย ซึ่งถ้าผมคิดจะทำแบบนั้นอีก เขาจะตามมาเทศนาผมทุกที่ไม่ว่าจะรอดหรือตาย

 

“ตกลงจะคิดทำอีกมั้ย หรือจะให้ฉันเตะอีกสักรอบดี”

“ไม่ล่ะ ผมเบื่อจะฟังคุณบ่น คุณนี่บ่นยิ่งกว่าแม่ผมซะอีก”

“ดี งั้นนายชื่ออะไร”

“ทนัศ”

“ทนัศ ชื่อแปลกดีนะ แต่ฉันจะจำไว้ ถ้าฉันเห็นนายจะกระโดดอีก คราวหลังฉันจะดึงนายเข้ามากระทืบสั่งสอนให้เข็ดก่อนผลักตกลงไปแล้วไปเก็บศพแกมานั่งฟังอบรมจากฉัน”เขาพูดพลางหัวเราะ แล้วเราต่างฝ่ายก็ต่างแนะนำตัวกัน...

 

ชื่อของเขาคือ รวินทร์ ผมรู้ว่าเขาเป็นใครหลังจากถูกลากลงมาทำโทษที่ด้านล่างได้ไม่นาน เพราะพยาบาลมาตามตัวเขา ผมถึงได้รู้ว่ารวินทร์เป็นหลานของผู้อำนวยการโรงพยาบาล ผู้มีสิทธิ์ในการรับช่วงต่อของโรงพยาบาลนี้ (เพราะผอ.ไม่มีลูก) เขาแก่กว่าผมถึงสามปี ผมอายุ๑๙ เขาอายุ ๒๒ ตอนแรกที่เจอกันผมคิดว่าเขาเด็กกว่าด้วยซ้ำ…

ตอนแรกที่ผมรู้ถึงฐานะของรวินทร์ ผมแอบคิดว่าเขาช่วยผมไปเพราะห่วงชื่อเสียงของโรงพยาบาล การตายของผมอาจจะส่งผลต่อภาพลักษณ์

แต่มันไม่ใช่…

หลังจากผมกับรวินทร์รู้จักกันมาได้ไม่นาน ผมกำลังอารมณ์เสียมาจากทางบ้านและที่มหาลัย ผมอดทนและพยายามปล่อยวางที่ที่เขาแนะนำ(หรือเทศนาผม)ในวันนั้น แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะไม่ถูกคาดหวังจากคนที่บ้าน ผมเป็นลูกชายคนเดียว ย่อมถูกคาดหวังมากกว่าคนอื่นเท่าตัว ผมไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งที่ทางบ้านผมต้องการได้ ผมอึดอัด ผมไม่มีที่ระบายปัญหานี้ รวินทร์เคยบอกผมว่า ถ้าไม่สบายใจ ก็ให้มาหา เผื่อเขาจะช่วยได้

ผมจึงไปหาเขา...เพื่อหวังว่าเขาจะเป็นที่ปรึกษาให้ผมได้...

 

แล้วผมก็เขาก็ทะเลาะกัน...

 

ผมไม่พอใจกับการแนะนำของรวินทร์ ผมคิดว่าตัวเองถูก ผมปิดกั้นทุกอย่างที่เขาเสนอมา คิดว่าตัวเองกับเขาไม่เหมือนกัน เขามีพร้อม แต่ผมไม่มี คิดว่าเขาไม่ได้ลำบาก ไม่ต้องไขว่คว้าเขาก็ได้มา ผมเลยพลั้งปากไปว่าเรื่องที่ช่วยผมก็เพื่อหน้าตาของตนเอง เพื่อไม่ให้โรงพยาบาลที่เขาจะรับต่อมันเสื่อมเสียชื่อเสียง เขาไม่ได้อยากจะช่วยผมหรอก...

หลังจากผมพูดจบ ผมก็เพิ่งรู้สึกตัวได้ว่าผมพูดอะไรที่ไม่ดีออกไป ผมหันไปมองรวินทร์ที่นั่งอยู่บนเตียง เขานั่งนิ่งตะลึงในสิ่งทีผมพูด ผมรู้ว่าเขาไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นมาต่อยผมเหมือนตอนนั้น เพราะเขาเจาะสายน้ำเกลืออยู่ และอยู่ในสภาพอิดโรยจากการตรวจมาครึ่งค่อนวัน

...ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ...

“ทนัศ”

เขาเรียกชื่อของผม

“ที่ฉันช่วยนาย ฉันไม่ได้ทำไปเพื่อหวังอะไรทั้งนั้น”รวินทร์เริ่มบทสนทนาขึ้น ผมสังเกตได้ว่าเขาเสียงสั่นเล็กน้อย นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิด ผมไม่ได้ต้องการจะทำร้ายจิตใจเขา..

“ฉันไม่อยากปล่อยให้คนที่มีอนาคตอย่างนายต้องตาย เป็นฉันเสียอาจจะดีกว่า...”เขาหันมามองหน้าผม สายตาที่เขาจ้องมองยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่ ผมไม่ควรพูดแบบนั้นออกไป ทั้งๆที่ลึกๆผมก็รู้ว่าเขาไม่ได้คิดแบบนั้น

รวินทร์เล่าให้ผมฟังว่าเขาเองก็คิดที่จะตายมาหลายครั้ง แต่เขาก็ทำไม่ได้ เขาไม่อยากให้ใครเสียใจ แต่เขาไม่อยากเป็นภาระจากการเจ็บป่วยที่รักษาหายขาดไม่ได้ รวินทร์บอกกับผมเรื่องรับช่วงต่อโรงพยาบาล เขาปฏิเสธลุงของเขาไป คนที่รับช่วงต่อจริงๆคือน้องชายของเขา ทั้งที่เป็นลูกพี่ลูกน้องต่างสายเลือดกัน แต่เป็นคนสำคัญที่เป็นกำลังใจทำให้เขายังมีชีวิตอยู่ต่อ หากไม่มีน้องชาย เขาก็ไม่มีห่วงอะไรแล้ว

รวินทร์ยิ้มตอนเล่าถึงน้องชาย รวินทร์เล่าเรื่องเกี่ยวกับเขามากมายให้ผมฟัง ทั้งสุขและทุกข์ บางเรื่องที่เล่าอาจจะแย่กว่าที่ผมเจอมาเสียอีก เขายังบอกผมอีกว่า โชคดีที่พ่อแม่ผมยังมีชีวิตอยู่ พ่อแม่ของรวินทร์เสียไปตั้งแต่เขายังเล็ก การต้องอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดโดยไม่มีซึ่งกำลังใจจากรอบข้างบางทีมันก็ทำให้เขารู้สึกเศร้าและท้อแท้ แต่เขาจะไม่ยอมล้ม เขาจะต้องอยู่เพื่อคนที่รักเขา เขาจึงทนกับความเจ็บปวดทรมานจากโรคนี้มาตลอดหลายปี

ผมได้รับอะไรหลายอย่างจากพี่รวินทร์มากมาย ทัศนคติที่ผมมีต่อเขาเปลี่ยนไป เราทั้งคู่สนิทกันมากขึ้น ผมเห็นเขาเป็นพี่ชาย และเขาก็มองผมเป็นน้องชายเช่นเดียวกัน หลังเลิกเรียนหากมีเวลาผมก็จะพยายามมาเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล พร้อมกับของฝากเล็กๆน้อยๆตามที่เจ้าตัวขอ บางครั้งเมื่อมาเขาก็จะชี้ให้ผมเห็นถึงของฝากจากน้องชายของเขา พี่รวินทร์มักยิ้มแย้มออกหน้าตาออกตาเมื่อน้องชายมาเยี่ยม จนผมหมั่นไส้ต้องแซวหรือแกล้งทำเป็นขโมยกลับบ้าง แต่เขาก็ไม่ถือสาอะไร กลับเห็นเป็นเรื่องตลกเสียด้วยซ้ำ

หลังจากเหตุการณ์ที่ผมทะเลาะกับพี่รวินทร์ในวันนั้น เราทั้งคู่ก็แทบไม่ได้ทะเลาะกันอีกเลย ยกเว้นจะมีที่เขาตักเตือนผมบ้างเล็กน้อยเวลาโดดเรียนไปเที่ยว หรือโดดมารับ